จะทำอย่างไรเมื่อตรวจพบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินเกินค่ามาตรฐาน?

ดินและน้ำใต้ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ การดำรงชีวิตของมนุษย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการประกอบกิจกรรมทางอุตสาหกรรม คุณภาพของดินและน้ำใต้ดินจึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์ที่ดินในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรม การจัดเก็บและการใช้สารเคมี การจัดการของเสีย รวมไปถึงการรั่วไหลของสารมลพิษ ล้วนมีโอกาสก่อให้เกิดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินได้ หากไม่มีการเฝ้าระวังและบริหารจัดการที่เหมาะสม การปนเปื้อนดังกล่าวอาจแพร่กระจาย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และอาจก่อให้เกิดภาระในการฟื้นฟูพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ด้วยเหตุนี้ การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดินทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการดำเนินกิจการ จึงเป็นมาตรการสำคัญในการตรวจประเมินสภาพแวดล้อมของพื้นที่ และเป็นการเฝ้าระวังการปนเปื้อนและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานคุณภาพดินและน้ำใต้ดินที่กำหนดโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือมาตรฐานคุณภาพดินและน้ำใต้ดินตามกฎหมายโรงงาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินว่าระดับการปนเปื้อนนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยหรือไม่ หากตรวจพบว่าความเข้มข้นของสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนต่อไป


หากตรวจพบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินที่เกินค่ามาตรฐาน จะต้องทำอย่างไร?

เมื่อผลการตรวจวิเคราะห์พบว่าดินหรือน้ำใต้ดินมีการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานตามกฎหมาย สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การระบุสาเหตุของการปนเปื้อนและการควบคุมการแพร่กระจาย พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและลดการปนเปื้อน รวมถึงพิจารณาแนวทางในการบำบัดหรือฟื้นฟูพื้นที่ที่เหมาะสม

โดยการเลือกวิธีบำบัดหรือฟื้นฟูควรคำนึงถึงชนิดและปริมาณของสารปนเปื้อน ระดับและขอบเขตของการปนเปื้อน ตลอดจนลักษณะทางกายภาพและธรณีวิทยาของพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถลดการปนเปื้อนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ นอกจากนี้ ควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันว่ามาตรการที่ดำเนินการสามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนซ้ำในอนาคต

สำหรับโรงงานที่อยู่ภายใต้ กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. 2559 หากตรวจพบการปนเปื้อนเกินเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากการดำเนินการเพื่อควบคุมและฟื้นฟูพื้นที่แล้ว ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย ดังต่อไปนี้ด้วย

1. จัดทำรายงานเสนอมาตรการควบคุมและลดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน

ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องจัดทำรายงานเสนอมาตรการควบคุมและลดการปนเปื้อนตามแบบที่กฎหมายกำหนด และยื่นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ภายใน 180 วันนับจากวันที่ตรวจพบการปนเปื้อน โดยรายงานดังกล่าวควรประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ ได้แก่

  • รายชื่อของสารเปนเปื้อน
  • กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อน
  • มาตรการควบคุมหรือลดการปนเปื้อน และขั้นตอนการดำเนินการ
  • ระยะเวลาและแผนการดำเนินงาน

2. ดำเนินการตามมาตรการที่เสนอ

ภายหลังจากยื่นรายงานแล้ว ผู้ประกอบกิจการต้องดำเนินการตามมาตรการควบคุมและลดการปนเปื้อนที่เสนอไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของสารปนเปื้อนและฟื้นฟูคุณภาพดินและน้ำใต้ดินให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

3. ประเมินผลการดำเนินการ

เมื่อดำเนินการตามมาตรการแล้ว ควรเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดินเพื่อตรวจวิเคราะห์และประเมินผลอีกครั้ง หากผลการตรวจพบว่าคุณภาพดินและน้ำใต้ดินอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แสดงว่ามาตรการที่เลือกใช้มีประสิทธิภาพ แต่หากผลการตรวจสอบยังพบว่า คุณภาพดินและน้ำใต้ดินยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ควรทบทวนสาเหตุของปัญหา ปรับปรุงมาตรการ หรือเลือกวิธีการบำบัดและฟื้นฟูเพิ่มเติมจนกว่าจะสามารถควบคุมการปนเปื้อนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ โรงงานควรจัดทำแผนเฝ้าระวังในระยะยาว ทบทวนมาตรการควบคุมภายในพื้นที่ เสริมสร้างความรู้ให้แก่พนักงาน และปรับปรุงระบบการจัดการสารเคมีหรือของเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนซ้ำ

4. จัดทำรายงานผลการดำเนินการ

หลังจากดำเนินมาตรการและประเมินผลแล้ว ผู้ประกอบกิจการต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินการตามมาตรการที่เคยเสนอไปตามแบบที่กฎหมายกำหนด และรายงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่โรงงานตั้งอยู่เป็นระยะ

ทั้งนี้ แบบรายงานเสนอมาตรการควบคุมและลดการปนเปื้อน รวมถึงรายงานผลการดำเนินการ ต้องเป็นไปตาม ภาคผนวกที่ 5 ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน การตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน การแจ้งข้อมูล รวมทั้งการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำใต้ดิน และรายงานเสนอมาตรการควบคุมและมาตรการลดการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน พ.ศ. 2559


เทคโนโลยีการบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

การเลือกใช้เทคโนโลยีในการบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ชนิดและความเข้มข้นของสารปนเปื้อน ลักษณะของดินและชั้นน้ำใต้ดิน ขอบเขตของการปนเปื้อน ระยะเวลาในการดำเนินงาน ต้นทุน และเป้าหมายของการฟื้นฟูพื้นที่

โดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีในการบำบัดและฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การบำบัดในพื้นที่ (In situ) และ การบำบัดนอกพื้นที่ (Ex situ) ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีที่นิยมใช้สามารถจำแนกได้เป็น 6 กลุ่มหลัก ดังนี้

  1. เทคโนโลยีการฟื้นฟูในพื้นที่โดยวิธีทางชีวภาพ (In situ biological treatment) เช่น การใช้จุลินทรีย์หรือพืชช่วยย่อยสลายสารปนเปื้อน
  2. เทคโนโลยีการฟื้นฟูในพื้นที่โดยวิธีการทางกายภาพ/เคมี (In situ physical/chemical treatment) เช่น การเติมสารเคมีเพื่อเปลี่ยนสภาพสารปนเปื้อน หรือการล้างดินในพื้นที่
  3. เทคโนโลยีการฟื้นฟูในพื้นที่โดยวิธีใช้ความร้อน (In situ thermal treatment) โดยอาศัยความร้อนในการบำบัดหรือการเผา
  4. เทคโนโลยีการฟื้นฟูนอกพื้นที่โดยวิธีทางชีวภาพ/เคมี (Ex situ biological/chemical treatment) เช่น การทำร่องชีวภาพ การหมักทำปุ๋ย การสกัดทางเคมี เป็นต้น
  5. เทคโนโลยีการฟื้นฟูนอกพื้นที่โดยวิธีทางความร้อน (Ex situ thermal treatment) เช่น การเผาแบบไร้อากาศ การสกัดด้วยความร้อน เป็นต้น
  6. เทคโนโลยีการสกัดการเคลื่อนที่ (Containment technologies) เพื่อป้องกันไม่ให้การปนเปื้อนขยายตัวไปยังพื้นที่โดยรอบ

อ้างอิง